31 January, 2012

ผมเห็นด้วยกับ "สมคิด" (และผู้บริหาร มธ.) ... มหาลัยควรเป็นสถานที่ราชการ

หลังจากที่ได้อ่านข่าว "สมคิด" ระบุผู้บริหารมีมติไม่ให้ใช้พื้นที่มธ.เคลื่อนไหว112 เนื่องจากเกรงว่าประชาชนจะเข้าใจผิดว่ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เป็นฐานเคลื่อนไหวทางการเมือง ผมมีความยินดีเป็นอย่างยิ่ง
นี่สิ คือ ความเป็นกลางทางการเมืองอย่างแท้จริงของธรรมศาสตร์ในยุคปัจจุบัน
  • ยุคแห่ง 14 ตุลา, 6 ตุลา ที่นักศึกษาถูกคอมมิวนิสต์ล้างสมองนั้นได้จบลงไปแล้ว
  • ชื่อ "มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมือง (มธก.)" ที่ ปรีดี พนมยงค์ ตั้งขึ้นนั้นเป็นแค่ gimmick หรูๆ ปรีดีคงจะคิดอะไรไม่ออกเลยใส่คำว่า "การเมือง" เข้าไปในชื่อโก้ๆ
  • แนวทางของ สมคิด เลิศไพฑูรย์ อธิการบดี มธ. คนปัจจุบัน คือการสืบต่อเจตนารมณ์ที่แท้จริงของปรีดี ผู้ซึ่งจงรักภักดีต่อสถาบันกษัตริย์อย่างล้นพ้น อันจะเห็นได้จากการเชิดชูพระเกียรติของ ร. 7 ในร่างประกาศคณะราษฎรฉบับที่ 1 
  • วจีอมตะของปรีดีที่เปรียบมหาวิทยาลัยเป็น "ประดุจบ่อน้ำ บำบัดความกระหายของราษฎร" นั้นไม่ได้แย้งกับการห้ามเคลื่อนไหวรณรงค์แก้ ม. 112 [โดยเฉพาะกิจกรรมของคณะนิติราษฎร์]เลยแม้แต่น้อย เพราะตามเหตุผลของสมคิด "มหา'ลัยเป็นสถานที่ราชการ" การอันใดที่ทำให้มหาวิทยาลัยดูไม่เป็นราชการ จึงไม่สมควร
  • ก่อนหน้านี้ประชาชนมองบทบาททางการเมืองของมหาวิทยาลัย (ไม่ใช่แค่ มธ.) ในทางชื่นชมมาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นการลงชื่อขอนายก ม. 7, การสนับสนุน(ทั้งทางตรงและทางอ้อม)การปล้นอำนาจประชาชน, รวมไปถึงการให้ความรู้แก่ประชาชนว่านายกฯ ที่มาจากการเลือกตั้งอย่างถูกต้องตามวิถีประชาธิปไตยนั้นเลวร้ายอย่างไร เผอิ๊ญ..เผอิญ ที่มีนักวิชาการส่วนน้อยไม่กี่คน เช่น คณะนิติราษฎร์ ออกมาเคลื่อนไหวทางการเมืองจนทำให้ภาพพจน์ของนักวิชาการ-อาจารย์มหาวิทยาลัยที่ดีต้องแปดเปื้อน
สงสัยว่าวันที่ 11 พฤษภา "วันปรีดี พนมยงค์" ปีนี้ เราจะต้องจัดงานเฉลิมฉลองให้ยิ่งใหญ่กว่าทุกๆ ปีซะแล้ว ด้วยวิสัยทัศน์ระดับนี้ของผู้บริหาร มธ. ยุคปัจจุบัน เกียรติภูมิของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์จะสูงส่งคู่ฟ้าเมืองไทยไปชั่วกัลปาวสาน (อ้อ ที่อ้างกันว่าปรีดีไม่สนใจเกียรติตำแหน่งใดๆ นั้นก็คงไม่จริงหรอกครับ คงจะทำซึนไปอย่างนั้นเอง ดังนั้นเราจึงควรสักการะ "พ่อปรีดี" กันให้เต็มที่ เอาให้ดุจดั่งเทพเจ้าไปเลย)

13 February, 2011

ละอายกันหน่อย Social Network ไม่ใช่ดินแดนศักดิ์สิทธิ์

ผมจำได้ว่าก่อนหน้านี้ตอนที่การเคลื่อนไหวทางการเมืองในประเทศไทยขยับตัวขึ้นไปอยู่บนโลก Social Network ใหม่ๆ อย่าง Twitter ของทักษิณ (@ThaksinLive) มีคนกลุ่มหนึ่งพยายามเกิดอาการ "รับไม่ได้" ราวกับว่าโลก Social Network ของพวกเขาเป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์ที่กำลังถูกความสกปรกโสโครกของการเมืองเข้ามาแปดเปื้อน หรือแม้แต่กระทั่งกระแสความนิยมใน Facebook และ Twitter ของ บก. ลายจุด ผู้นำทางความคิด "แกนนอน" ของเสื้อแดงตั้งแต่ช่วงหลังการสังหารหมู่ประชาชนในเดือนพฤษภาคม 2553 ก็ได้รับการดูแคลนจากคนกลุ่มเดิมนี้เช่นกัน อันนี้ผมขอไม่พูดถึงการปิดกั้นของรัฐบาลซึ่งเป็นคู่ขัดแย้งทางการเมืองที่ชัดเจน

ผมสงสัยและอยากถามพวกเขาเหลือเกินว่า "พวกคุณใช้สิทธิ์อะไรมากะเกณฑ์ว่าคนไหนมีสิทธิ์ทำอะไรหรือไม่มีสิทธิ์ทำอะไรในโลกออนไลน์?"

พวกคุณเป็นเจ้าของ Facebook หรือ Twitter หรืออะไรอื่นๆ หรือ? พวกคุณจ่ายเงินมากกว่าคนอื่นเป็นโคตรมหาอภิ VIP user หรือ? พวกคุณเป็นผู้กุมความถูกต้องในสังคมออนไลน์หรือ?

10 January, 2011

การเมืองทำให้คนทะเลาะกัน?

ทำไมคนไทยจึงมีคติ "หลีกเลี่ยงการสนทนาการเมืองในหมู่เพื่อนฝูง, คนรู้จัก"?

ด้วย ตัวของ "การเมือง" แล้ว มันไม่สามารถไปสร้างความขัดแย้งในคนเกลียดกัน ทะเลาะจนตัดญาติขาดมิตรกันได้ ทางตรงกันข้าม การเมืองคือเรื่องของการจัดสรรผลประโยชน์ เป็นหนทางในการลดระดับความขัดแย้งในสังคม

การสนใจการเมืองหรือยกการเมืองมาพูดในวงสนทนาก็ไม่ต่างอะไรจากวิจารณ์หนังหรือดารา มันเป็นธรรมชาติของมนุษย์ การสื่อสารถึงเรื่องรอบตัว, เรื่องของคนอื่น, เรื่องของสังคมเป็นสิ่งที่ทำให้มนุษย์อยู่ร่วมกันได้ ทำให้สังคมมนุษย์เป็นสังคมของมนุษย์ ไม่ใช่ฝูงสัตว์ที่มาอยู่รวมกันในคอก แม้แต่ละคนจะมีรสนิยม พื้นฐานความชอบแตกต่างกันไป ความแตกต่างทางความคิดก็ไม่อาจจะสร้างความเกลียดชังให้กับผู้คน


02 June, 2010

เร่เข้ามาๆ มาดูสันดานสื่อเนชั่ว เต้าข่าวเอง ชงเอง หน้าไม่อาย

นี่คือข่าวจากหน้าเว็บกรุงเทพธุรกิจ หนึ่งสำนักข่าวในเครือเนชั่น โพสต์ไว้เมื่อ 16.34 วันที่ 2 มิถุนายน 2553 ระบุว่า "นายจิม เว็บบ์ วุฒิสมาชิกสหรัฐ พร้อมด้วยนายแดน ริเวอร์ ผู้สื่อข่าวสำนักข่าวซีเอ็นเอ็นประจำประเทศไทยจะเข้าพบนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ที่ทำเนียบรัฐบาล หลังจากมีผู้ประชาชนร้องเรียนการนำเสนอข่าวของสำนักข่าวซีเอ็นเอ็นในช่วงเหตุการณ์การชุมนุมของกลุ่มนปช."


เห็นที่ผมขีดเส้นใต้ไว้หรือเปล่าครับ ยังมีเสริมโชว์ความหน้าด้านไว้ด้วยว่า
"การเข้าพบดังกล่าวเป็นในฝ่ายของสหรัฐเองที่ขอเข้าพบนายกรัฐมนตรีของไทย"