05 February, 2012

สูเอ๋ยคิดบ้างหรือไม่...ราชากับปรสิตกำเนิดจากแห่งใดกัน?

"Whence, thinkest thou, kings and parasites arose?
Whence that unnatural line of drones who heap
Toil and unvanquishable penury
On those who build their palaces and bring
Their daily bread? -From vice, black loathsome vice;
From rapine, madness, treachery, and wrong;
From all that genders misery, and makes
Of earth this thorny wilderness; from lust,
Revenge, and murder. -And when reason’s voice,
Loud as the voice of Nature, shall have waked
The nations; and mankind perceive that vice
Is discord, war and misery; that virtue
Is peace and happiness and harmony;
When man’s maturer nature shall disdain
The playthings of its childhood; -kingly glare
Will lose its power to dazzle, its authority
Will silently pass by; the gorgeous throne
Shall stand unnoticed in the regal hall,
Fast falling to decay; whilst falsehood’s trade
Shall be as hateful and unprofitable
As that of truth is now."

Percy Bysshe Shelley, Queen Mab

บทกลอนจากกวีอังกฤษ Percy Bysshe Shelley ครับ อ่านแล้วเข้ากับอารมณ์ที่ค้างจากเมื่อวานพอดี

เสียดายเนอะที่ไม่ใช่นักชีววิทยาแต่ง :)

31 January, 2012

ผมเห็นด้วยกับ "สมคิด" (และผู้บริหาร มธ.) ... มหาลัยควรเป็นสถานที่ราชการ

หลังจากที่ได้อ่านข่าว "สมคิด" ระบุผู้บริหารมีมติไม่ให้ใช้พื้นที่มธ.เคลื่อนไหว112 เนื่องจากเกรงว่าประชาชนจะเข้าใจผิดว่ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เป็นฐานเคลื่อนไหวทางการเมือง ผมมีความยินดีเป็นอย่างยิ่ง
นี่สิ คือ ความเป็นกลางทางการเมืองอย่างแท้จริงของธรรมศาสตร์ในยุคปัจจุบัน
  • ยุคแห่ง 14 ตุลา, 6 ตุลา ที่นักศึกษาถูกคอมมิวนิสต์ล้างสมองนั้นได้จบลงไปแล้ว
  • ชื่อ "มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมือง (มธก.)" ที่ ปรีดี พนมยงค์ ตั้งขึ้นนั้นเป็นแค่ gimmick หรูๆ ปรีดีคงจะคิดอะไรไม่ออกเลยใส่คำว่า "การเมือง" เข้าไปในชื่อโก้ๆ
  • แนวทางของ สมคิด เลิศไพฑูรย์ อธิการบดี มธ. คนปัจจุบัน คือการสืบต่อเจตนารมณ์ที่แท้จริงของปรีดี ผู้ซึ่งจงรักภักดีต่อสถาบันกษัตริย์อย่างล้นพ้น อันจะเห็นได้จากการเชิดชูพระเกียรติของ ร. 7 ในร่างประกาศคณะราษฎรฉบับที่ 1 
  • วจีอมตะของปรีดีที่เปรียบมหาวิทยาลัยเป็น "ประดุจบ่อน้ำ บำบัดความกระหายของราษฎร" นั้นไม่ได้แย้งกับการห้ามเคลื่อนไหวรณรงค์แก้ ม. 112 [โดยเฉพาะกิจกรรมของคณะนิติราษฎร์]เลยแม้แต่น้อย เพราะตามเหตุผลของสมคิด "มหา'ลัยเป็นสถานที่ราชการ" การอันใดที่ทำให้มหาวิทยาลัยดูไม่เป็นราชการ จึงไม่สมควร
  • ก่อนหน้านี้ประชาชนมองบทบาททางการเมืองของมหาวิทยาลัย (ไม่ใช่แค่ มธ.) ในทางชื่นชมมาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นการลงชื่อขอนายก ม. 7, การสนับสนุน(ทั้งทางตรงและทางอ้อม)การปล้นอำนาจประชาชน, รวมไปถึงการให้ความรู้แก่ประชาชนว่านายกฯ ที่มาจากการเลือกตั้งอย่างถูกต้องตามวิถีประชาธิปไตยนั้นเลวร้ายอย่างไร เผอิ๊ญ..เผอิญ ที่มีนักวิชาการส่วนน้อยไม่กี่คน เช่น คณะนิติราษฎร์ ออกมาเคลื่อนไหวทางการเมืองจนทำให้ภาพพจน์ของนักวิชาการ-อาจารย์มหาวิทยาลัยที่ดีต้องแปดเปื้อน
สงสัยว่าวันที่ 11 พฤษภา "วันปรีดี พนมยงค์" ปีนี้ เราจะต้องจัดงานเฉลิมฉลองให้ยิ่งใหญ่กว่าทุกๆ ปีซะแล้ว ด้วยวิสัยทัศน์ระดับนี้ของผู้บริหาร มธ. ยุคปัจจุบัน เกียรติภูมิของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์จะสูงส่งคู่ฟ้าเมืองไทยไปชั่วกัลปาวสาน (อ้อ ที่อ้างกันว่าปรีดีไม่สนใจเกียรติตำแหน่งใดๆ นั้นก็คงไม่จริงหรอกครับ คงจะทำซึนไปอย่างนั้นเอง ดังนั้นเราจึงควรสักการะ "พ่อปรีดี" กันให้เต็มที่ เอาให้ดุจดั่งเทพเจ้าไปเลย)

13 February, 2011

ละอายกันหน่อย Social Network ไม่ใช่ดินแดนศักดิ์สิทธิ์

ผมจำได้ว่าก่อนหน้านี้ตอนที่การเคลื่อนไหวทางการเมืองในประเทศไทยขยับตัวขึ้นไปอยู่บนโลก Social Network ใหม่ๆ อย่าง Twitter ของทักษิณ (@ThaksinLive) มีคนกลุ่มหนึ่งพยายามเกิดอาการ "รับไม่ได้" ราวกับว่าโลก Social Network ของพวกเขาเป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์ที่กำลังถูกความสกปรกโสโครกของการเมืองเข้ามาแปดเปื้อน หรือแม้แต่กระทั่งกระแสความนิยมใน Facebook และ Twitter ของ บก. ลายจุด ผู้นำทางความคิด "แกนนอน" ของเสื้อแดงตั้งแต่ช่วงหลังการสังหารหมู่ประชาชนในเดือนพฤษภาคม 2553 ก็ได้รับการดูแคลนจากคนกลุ่มเดิมนี้เช่นกัน อันนี้ผมขอไม่พูดถึงการปิดกั้นของรัฐบาลซึ่งเป็นคู่ขัดแย้งทางการเมืองที่ชัดเจน

ผมสงสัยและอยากถามพวกเขาเหลือเกินว่า "พวกคุณใช้สิทธิ์อะไรมากะเกณฑ์ว่าคนไหนมีสิทธิ์ทำอะไรหรือไม่มีสิทธิ์ทำอะไรในโลกออนไลน์?"

พวกคุณเป็นเจ้าของ Facebook หรือ Twitter หรืออะไรอื่นๆ หรือ? พวกคุณจ่ายเงินมากกว่าคนอื่นเป็นโคตรมหาอภิ VIP user หรือ? พวกคุณเป็นผู้กุมความถูกต้องในสังคมออนไลน์หรือ?

10 January, 2011

การเมืองทำให้คนทะเลาะกัน?

ทำไมคนไทยจึงมีคติ "หลีกเลี่ยงการสนทนาการเมืองในหมู่เพื่อนฝูง, คนรู้จัก"?

ด้วย ตัวของ "การเมือง" แล้ว มันไม่สามารถไปสร้างความขัดแย้งในคนเกลียดกัน ทะเลาะจนตัดญาติขาดมิตรกันได้ ทางตรงกันข้าม การเมืองคือเรื่องของการจัดสรรผลประโยชน์ เป็นหนทางในการลดระดับความขัดแย้งในสังคม

การสนใจการเมืองหรือยกการเมืองมาพูดในวงสนทนาก็ไม่ต่างอะไรจากวิจารณ์หนังหรือดารา มันเป็นธรรมชาติของมนุษย์ การสื่อสารถึงเรื่องรอบตัว, เรื่องของคนอื่น, เรื่องของสังคมเป็นสิ่งที่ทำให้มนุษย์อยู่ร่วมกันได้ ทำให้สังคมมนุษย์เป็นสังคมของมนุษย์ ไม่ใช่ฝูงสัตว์ที่มาอยู่รวมกันในคอก แม้แต่ละคนจะมีรสนิยม พื้นฐานความชอบแตกต่างกันไป ความแตกต่างทางความคิดก็ไม่อาจจะสร้างความเกลียดชังให้กับผู้คน